ปัน ปัน แบ่งปัน

เมื่อลูกเป็นเด็กขี้หวง!!

“แบ่ง ให้เพื่อนเล่นบ้างสิคะลูก” “อย่าดื้อสิคะ” “เดี๋ยวเพื่อนไม่มาเล่นด้วยนะ” เป็นคำบอกกล่าวเชิงขอร้อง ที่เชื่อว่า พ่อแม่หลายคน เคยใช้พูดกับลูกกันมาบ้างแล้ว เนื่องจากอาการขี้หวงของลูก ที่ไม่ยอมแบ่งของให้คนอื่นเล่น โดยเฉพาะกรณีพี่น้อง ที่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อย จากนั้น จึงค่อยๆ ลามไปถึงเพื่อนที่โรงเรียนตามลำดับ สร้างความหนักใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่น้อย

กับ ประเด็นข้างต้นนี้ ได้สอบถามไปยัง “พ.ท.นพ.กมล แสงทองศรีกมล” แพทย์สาขากุมารเวชศาสตร์ จิตเวชเด็ก และวัยรุ่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ถึงอาการขี้หวงในเด็ก ได้คำอธิบายว่า อาการหวงของของเด็ก เป็นภาวะทางอารมณ์ประเภทหนึ่ง พบได้บ่อยในเด็กอายุ 3-5 ขวบ หรือวัยกำลังเรียนชั้นอนุบาล ซึ่งเป็นพัฒนาการตามวัย ที่มักเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน

“เด็ก วัยนี้ ไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นเจ้าของถาวร และความเป็นเจ้าของชั่วคราวออกได้ชัดเจน เช่น แม่บอกให้ลูกซึ่งเป็นพี่ที่อยู่ในวัยอนุบาล แบ่งของเล่นให้น้องวัย 2 ขวบเล่น ทำให้คนพี่เกิดความรู้สึกไม่อยากให้ เพราะเข้าใจว่า ของที่ให้น้อง จะไม่กลับคืนมาอีก ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องปกติ” กุมารแพทย์กล่าว

คุณ หมอ กล่าวต่อไปว่า อาการขี้หวง อาจมีปัจจัยเสริม ที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนหวงของมากขึ้น หนึ่งในปัจจัยดังกล่าว คือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ เห็นได้จากบางบ้าน ที่ฝึกลูกในเรื่องของการเคารพสิทธิส่วนบุคคลมาดี เด็กจะหวงของน้อยกว่าบ้านที่พ่อแม่ไม่ฝึกในเรื่องนี้ให้กับลูก

เช่น พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีลูก 2 คน มักจะบอกให้พี่ต้องเสียสละของเล่นให้น้อง ทั้งๆ ที่เป็นของของพี่ ทำให้คนพี่รู้สึกว่า ตัวเองถูกละเมิดสิทธิ์ คนพี่จึงกลายเป็นคนอารมณ์หงุดหงิดง่าย เวลาเพื่อนยืมของเล่น อาจจะเกิดอาการหวงมาก เพราะตัวเองถูกน้องที่บ้านละเมิดสิทธิ์เป็นประจำ

หรือ บางรายแทนที่จะอารมณ์หงุดหงิดง่าย อาจกลายเป็นคนยอมได้ทุกเรื่อง ปฏิเสธไม่เป็น หรือไม่กล้าปกป้องสิทธิของตัวเองก็เป็นได้ และในขณะที่ตัวน้อง ถ้าได้รับการตามใจจากพ่อแม่บ่อยครั้ง โตขึ้นจะกลายเป็นคนเอาแต่ใจ และละเมิดสิทธิ์ของคนอื่นได้ง่าย

ดัง นั้น พ่อแม่ต้องสอนให้น้องรู้จักเคารพสิทธิของคนอื่น เวลาจะเล่นของของพี่ ควรสอนให้ขออนุญาตพี่ก่อน หรือ รอให้พี่เล่นเสร็จก่อน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้คนพี่รู้สึกน้อยใจ หรือถูกกด เพียงเพราะเป็นพี่ที่จะต้องยอม หรือเสียสละให้น้องในทุกเรื่อง ดังนั้น เมื่อลูกคนโตได้รับการยอมรับตามสถานภาพที่เหมาะสม การแบ่งปัน และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะตามมาเอง

ด้าน ตัวพี่ก็เหมือนกัน ถ้าอยากเล่นของของน้อง พ่อแม่ต้องสอนให้พี่บอกกล่าว หรือขออนุญาตน้องด้วย ไม่ใช่รื้อมาเล่นโดยพลการ อย่างไรก็ดี ถ้าพี่ หรือน้องแบ่งของให้คนใดคนหนึ่งเล่น พ่อแม่ต้องชมความมีน้ำใจของลูกทันที เพื่อที่ลูกจะได้ภูมิใจในการกระทำที่เป็นผู้ให้ของตัวเอง แต่ถ้าลูกเกิดอาการหวง จนหงุดหงิด และกรีดร้อง แนะนำให้พ่อแม่ทำเพิกเฉย ในขณะเดียวกัน ถ้าไปทำร้ายคนอื่นร่วมด้วย อาจจะต้องปรับพฤติกรรมกันอีกที ซึ่งเรื่องนี้ ต้องดูเป็นกรณีไป

นอก จากนี้ คุณหมอบอกต่อว่า ถ้าบ้านใด ที่มีลูกคนเดียว แต่กลับเป็นเด็กขี้หวงของ คุณหมอแนะนำว่า พ่อแม่ควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักการให้ และรู้จักแบ่งปันคนอื่น ด้วยการหมั่นพาลูกไปทำบุญที่วัด ขัดเกลาจิตใจด้วยธรรมะอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อที่ลูก จะได้ซึมซับความมีจิตใจดี มีคุณธรรม และจริยธรรมต่อไป ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้รับที่ดีแล้ว ยังเป็นผู้ให้ที่ดีอีกด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่เด็ก

“ถ้า มีเพื่อนมายืมของลูกเราไปเล่น พ่อแม่ต้องบอกให้ลูกรู้จักแบ่งปัน แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าบอกลูกว่า จะเอามาคืนเมื่อไหร่ ก็ต้องเป็นคำนั้นด้วย เพราะเด็กจะรู้สึกอยากได้ของคืนอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว และถ้าแม่ยังไม่เอาของจากคนที่ยืม มาคืนลูกตามกำหนด หรือเกิดความเกรงใจ เลยบอกลูกไปว่า เดี๋ยวแม่ซื้อให้ใหม่นะลูก การกระทำตรงนั้น อาจทำให้เด็กหวงของมากขึ้น และไม่อยากให้เพื่อนเล่นในครั้งต่อไปก็เป็นได้” คุณหมอแนะนำ

แม้ ว่าอาการ “ขี้หวง” ในเด็ก จะเป็นเรื่องเล็ก ที่ไม่คิดว่าจะส่งผลอะไรกับลูก แต่ถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจ และละเลย อาจส่งผลด้านลบต่อพฤติกรรมของลูกในตอนโตได้ เช่น มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ดังนั้นสิทธิส่วนบุคคล ถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่พ่อแม่ต้องสอน และปลูกฝังตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะกรณีพี่กับน้อง รวมไปถึงในเรื่องของการให้ ที่พ่อแม่ควรหมั่นพาลูกไปทำบุญ รู้จักช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งกิจกรรมตรงนี้ สามารถลดนิสัยขี้หวง ให้เปลี่ยนมาเป็นการแบ่งปัน และรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แทนได้ไม่น้อย

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

หวง…เรื่องของพัฒนาการ

เชื่อ ว่านี่คงเป็นความกังวลใจของคุณพ่อคุณแม่อีกหลายคน แต่ก่อนอื่นคงต้องเข้าใจก่อนว่า เป็นเรื่องปกติของวัยนี้ที่ยังไม่ถึงช่วงพัฒนาการที่จะรู้จักแบ่งปันให้ใคร เป็น หรือเรียกอีกแบบก็คือหวงของอยู่นั่นเอง

ของ ที่หวงนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นของที่ตัวเองเป็นเจ้าของเท่านั้นนะค่ะ ของๆ คนอื่นก็มักจะเกิดอาการหวงอยากจะได้เช่นเดียวกัน เรียกว่าหากตัวเองพอใจที่จะต้องการสิ่งนั้นมาเป็นของตนเองก็จะเอาให้ได้

จึง เป็นเรื่องปกติที่แม้คุณแม่ที่ฝากลูกไว้กับเนิร์สเซอรี่จะเตรียมขนมและของ เล่นชิ้นโปรดเอาไว้ในกระเป๋าเป้ให้แล้ว แต่ลูกก็ไม่วายที่จะถูกใจกับของเล่นที่เพื่อนพกมา สงครามย่อยๆ จึงปะทุขึ้นได้ง่าย เพราะของตัวเองก็หวงไม่ยอมแบ่ง แถมจะไปเอาของคนอื่นอีกซะด้วย

พัฒนาการ ของเจ้าหนูวัยนี้ คือการที่รู้สึกว่าตนเองเป็น Center ของทุกสิ่ง หรือที่เรียกว่า ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นของพ่อ แม่ ของผู้ใหญ่ หรือแม้แต่กลุ่มเด็กด้วยกัน เด็กๆ ในวัยนี้จึงจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ่อยมาก เพราะไม่มีใครยอมใครนั่นเอง

แนวทางรับมือ

ด้วย พัฒนาการอย่างนี้นี่เองที่ทำให้พ่อแม่เกิดวิตก เพราะอยากจะให้ลูกเป็นคนดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดุจนางงามมิตรภาพ (ล้อเล่นน่า) แต่สอนอย่างไรเจ้าหนูก็ดูเหมือนจะไม่ยอมทำตามเสียที แต่ถ้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นพัฒนาการตามวัยของเขาแบบนี้สอนไปลูกก็คงไม่ฟังอยู่ ดี อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ลองมาดูทางออกเหล่านี้กันดีกว่า

กรณีที่ 1 บังคับ

จากการวิเคราะห์แล้ววิธีบังคับให้ลูกให้นี้ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะจะส่งผลกับอนาคตของเจ้าหนูเป็น 2 ทางด้วยกันคือ

  • กลายเป็นคนให้มาก เกินไป เนื่องจากถูกปลูกฝังเอาไว้ว่าควรให้กับคนที่มาขอ เขาจะให้ทุกสิ่ง ใจดี เสียสละ ทุ่มเทให้คนอื่น ฯลฯ แม้จะเป็นคนดีจริงแต่ก็ถือว่าไม่มีความพอดีนะ เนื่องจากเสียสละเกินไปจนไม่ประเมินตนเอง ว่าของสิ่งนั้นจำเป็นกับเราจริงไหม หรือจะทำให้เราเดือดร้อนหรือไม่
  • หวงของสุดขีด อนาคตอาจถูกหาว่างกเป็นเจ้าแม่ทะเลเรียกพี่ได้ เนื่องจากตอนเด็กๆ พ่อแม่บังคับให้ ให้ ให้กับทุกคนจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นของตนเองหรือสมบัติของตนเองเลย เมื่อเป็นไปได้จึงไม่อยากจะให้ของกับคนอื่น เพราะไม่มีจุดประสงค์ที่จะให้ เขาเรียกว่าสุดโต่งเกินไป

กรณีที่ 2 ปล่อยตามใจ

คุณ พ่อคุณแม่หลายคนอาจจะคิดว่าการที่ลูกไม่ต้องให้ใคร ทางนี้จะเหมาะเจาะ เพราะพัฒนาการของลูกยังไม่อยากให้ ยังหวงของอยู่ก็ไม่ต้องสอนให้ลูกให้ซะเลยหมดเรื่อง

โอ๊ะ…!! อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลย เพราะว่าในอนาคตลูกอาจจะไม่เห็นความสำคัญของการให้ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนนึกถึงแต่ตัวเอง ทำให้ลูกอาจจะมีปัญหาในการเข้าสังคมอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ไม่มีเพื่อนเล่น หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ไม่มองคนรอบข้าง อย่างนี้ไม่ค่อยจะดีนักค่ะ

กรณีที่ 3 เลือกทางสายกลาง

เรา มาว่าถึงเรื่องทางสายกลางด้วยการให้เมื่อควรให้ หวงเมื่อควรหวงดีกว่า เมื่อเรารู้ว่าเจ้าหนูหวงของ ไม่ยอมให้ใครเล่น มีทางออกอย่างนี้ค่ะ

  • พูดคุยสอนลูกทุก ครั้งที่มีโอกาส เช่น ของที่หนูมีหนูเล่นได้ แต่ของเล่นชิ้นหนึ่งเล่นได้หลายคน ถ้าเพื่อนมาขอเล่นแล้วหนูพร้อมจะให้ค่อยให้ก็ได้ ถ้าหนูไม่อยากให้ก็บอกว่าอย่าจ้ะ

ถ้าหนูเอาของเล่นคนอื่นมาไว้กับตัวเองหมด หนูจะไม่มีคนเล่นด้วย

ถ้า หนูอยากเล่นของคนอื่นให้บอกเพื่อนว่าแลกกัน หนูก็จะได้ของเล่นชิ้นใหม่ ถ้าเพื่อนบอกว่าอย่า หนูก็ต้องรู้ว่าเพื่อนยังเล่นอยู่นะ

  • เบี่ยงเบนความสนใจไป สู่สิ่งอื่น หรือพาออกไปจากสถานที่นั้น เพราะความจริงแล้วเด็กวัยนี้ลืมง่าย ความสนใจมีระยะเวลาสั้น ถ้ามีของที่น่าสนใจกว่าก็จะช่วยได้
  • หาของเล่นที่น่าสนใจ มาสำรองไว้สัก 1-2 ชิ้น แล้วเอาของใหม่ไปให้ยามที่แย่งของกัน ที่สำคัญศึกจะสงบได้ ต้องจับแยกอยู่กันคนละพื้นที่ดีที่สุดค่ะ

เรื่อง เด็กหวงของ ทะเลาะแย่งของกัน เป็นเรื่องธรรมดาของหนูๆ เขานะคะ ตราบใดที่ผู้ใหญ่สามารถควบคุมและยุติไม่ให้เขาเลยเถิดไปได้ ก็ไม่ต้องเป็นกังวล ยึดหลักการว่าให้ลูกได้เห็น และได้ซึมซับสิ่งที่ถูกต้องอยู่สม่ำเสมอ วันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้นเขาก็จะพัฒนาบุคลิกภาพโดยมีคำสั่งสอนและแบบอย่างของ พ่อแม่เป็นพื้นฐานที่สำคัญค่ะ

ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 117 กรกฎาคม 2548

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s