น้องปัน ปัน เที่ยวซาฟารีเวิลด์

DSC_0444 ภาพถ่าย0000 DSC_0454 DSC_0445 DSC_0442 DSC_0441

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

น้องปั้นแป้ง

น้องสาวของน้องปันปัน ครับ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

น้องปัน ปัน 1 ขวบ 2 เดือน

การพัฒนาการหลัก ที่ลูกควรทำได้แล้ว
ช่วงอายุนี้ ลูกควรจะทำมือ “บ้าย…บาย” และในบางคนจะสามารถกลิ้งลูกบอลไปและกลับ เมื่อเล่นกับผู้ใหญ่ หลายรายจะสามารถดื่มจากถ้วยได้ และบางคนจะเริ่มทำตัวเป็น “ผู้ช่วยใหญ่” ของบ้าน ลูกควรจะยืนเองได้นาน และสามารถนั่งลงเอง และยืนขึ้นด้วยตัวเองได้ ในบางรายที่มีความคล่องตัวมาก และเดินได้เก่งแล้ว อาจสามารถเดินถอยหลังได้บ้าง ลูกจะเรียนรู้ศัพท์ต่างๆใหม่ๆ ทุกวัน และจะพูดได้หลายคำขึ้น เขาจะเริ่มรู้ว่าเขาต้องการสิ่งไร และรู้วิธีที่จะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ
อยากรู้-อยากลองไปทุกอย่าง
ด้วยความตื่นเต้นที่เขาสามารถเดิน ไปหาสิ่งที่เขาสนใจได้โดยง่าย ทำให้ลูกเห็นอะไรน่าจับ น่าลองไปหมด คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจดูสภาพในห้องของลูก และในบ้านบริเวณที่ลูกจะไปถึงได้ ให้มีความปลอดภัย เช่น การล็อกลิ้นชักของตู้และโต๊ะ, การเอาเทปกาวปิดรูปลั๊กไฟ, การเก็บของมีคม หรือเครื่องแก้วให้พ้นมือเด็ก ฯลฯ ก็จะทำให้คุณพอจะสบายใจได้ว่า ลูกจะปลอดภัยในระดับหนึ่ง คุณอาจจะหากล่อง หรือ ลังพลาสติกสำหรับให้ลูก ใส่ของเล่นที่ปลอดภัย เช่น กล่องพลาสติกขนาดไม่เล็กนัก, ตุ๊กตา, ลูกปิงปอง ฯลฯ ไว้ให้เขารื้อค้น เอาเข้าเอาออกได้เองง่ายๆ เขาจะชอบมากที่จะได้ช่วยคุณ “จัดของ” และ นั่นคือการเรียนรู้ที่สำคัญ อีกขั้นหนึ่งสำหรับลูก
เรื่องกิน….เรื่องใหญ่…
เด็กในวัยนี้ จะยังไม่มีคอนเซปต์ ของการทานอาหารเป็นมื้อ อย่างที่ผู้ใหญ่ทำกัน สำหรับเขาแล้ว การกินก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ที่เขาตื่นเต้น เป็นของใหม่ที่น่าลอง น่า….ทำให้เละ ! นั่นคือเขากำลังเรียนรู้นั่นเองว่า ของนุ่ม ของหวาน ของแข็งเป็นอย่างไร และอยากรู้ว่า ถ้าลองละเลงเล่นจะเกิดอะไรขึ้น… และถ้าตกลงพื้นแล้วเกิดอะไรขึ้น …จึงเป็นที่แน่นอนว่า แต่ละมื้อของลูกจะเลอะเทอะบ้าง เขาจะพยายามฝึกทักษะ การจับช้อนเข้าปาก ซึ่งเป็นการฝึกการใช้มือ และการสั่งงานระดับสูงขึ้นของสมอง ให้มีการประสานงานกันระหว่างการใช้มือและสายตา ในการป้อนอาหารใส่ปาก คุณควรเตรียมสถานที่ บริเวณที่ใช้ป้อนอาหารเด็ก ให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
เริ่มมีความผูกพันกับสิ่งของ ที่ทำให้เขารู้สึกสบาย
เด็กเริ่มต้องการความมั่นใจ และสิ่งต่างๆ ที่มาช่วยให้เขารู้สึกสบายใจ (sense of security) จึงจะเห็นว่า เด็กบางคนเริ่มติดตุ๊กตา บางคนเริ่มติดผ้าห่ม หรือหมอน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะสามารถหันหา เพื่อความสบายใจ เมื่อเกิดความรู้สึกกลัว หรือไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อตอนเหนื่อยๆ หรือง่วงนอน และตอนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ลูก ซึ่งการติดของเหล่านี้นั้น เป็นขั้นตอนการพัฒนาการที่ปกติ และไม่มีผลกระทบ ทางด้านลบต่อเด็กในอนาคต จึงอยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเขา และยอมให้เขาได้มีสิ่งเหล่านี้ไว้ข้างกาย เมื่อเวลาเขารู้สึกคิดถึงมัน

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ ปาก และ ฟัน

1. รู้จักฟันกันหน่อย
ฟันเป็นอวัยวะพิเศษที่เจริญมาจากเนื้อเยื้อชั้นนอก (Ectoderm) เช่นเดียวกับผิวหนังหรือเกร็ดของปลา ฟันมี 2 ชุดคือฟันแท้และฟันน้ำนมซึ่งมีโครงสร้างคล้ายๆกันดังนี้
มีชั้นเคลือบฟัน (Enamel)เป็น ส่วนที่อยู่นอกสุดและมีความแข็งที่สุดของฟัน ทำหน้าที่รับน้ำหนักในการบดเคี้ยว มีโครงสร้างเป็นผลึก ไม่มีเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึก เวลาที่ฟันเริ่มผุจึงไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ
ชั้นเนื้อฟัน (Dentine) เป็น ส่วนที่อยู่ถัดจากเข้ามา ประกอบด้วยท่อเล็กๆจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รวมของเส้นประสาทรับความรู้สึก ดังนั้นเวลาฟันผุถึงชั้นนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเสียวฟัน
โพรงประสาทฟัน (Pulp) คือ โพรงช่องว่างภายในฟัน เป็นที่อยู่ของเส้นประสาท และเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตัวฟัน ทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกร้อน เย็น ปวด เจ็บ กรณีที่ฟันผุมาถึงชั้นนี้ จะไม่สามารถอุดฟันได้
ชั้นร่องเหงือก (Gingival crevice) คือ ร่องระหว่างตัวฟันกับขอบเหงือก ปกติจะมีขอบบาง มีความลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร แต่ถ้ามีโรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นรำมะนาด อาจมีอาการบวม ทำให้ร่องนี้ลึกขึ้น และเกิดการอักเสบมากขึ้นได้
เหงือก (Gingiva) คือส่วนเนื้อเยื่อที่หุ้มตัวฟัน และกระดูกขากรรไกรไว้
เคลือบรากฟัน (Cementum) เป็น ชั้นบางๆ คลุมเนื้อฟันบริเวณรากฟันไว้ แตกต่างจากเคลือบฟันตรงที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า ปกติจะฝังตัวอยู่ในกระดูก แต่ถ้ามีเหงือกร่น หรือเกิดโรครำมะนาด อาจทำให้ส่วนนี้สัมผัสกับน้ำและอากาศ เกิดอาการเสียวฟันได้ กระดูกเบ้ารากฟัน (Alveolar bone) คือส่วนของกระดูกที่รองรับรากฟัน
2. ฟันแต่ละซี่มีประโยชน์อย่างไร
ฟันหน้าตัด (Incisor Teeth) อยู่บริเวณหน้าสุด มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่กัดอาหาร
ฟันเขี้ยว (CanineTeeth) เป็นฟันที่มีรากยาวที่สุด มีทั้งหมด 4 ซี่ และมีความแข็งแรงมาก ปลายแหลม ทำหน้าที่ตัด ฉีก และแยกอาหารออกจากกัน
ฟันกรามน้อย (Premolar or Bicuspid Teeth) จะพบเฉพาะในฟันแท้เท่านั้น รูปร่างคล้ายฟันกรามแต่มีขนาดเล็กกว่า มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารร่วมกับฟันกราม
ฟันกราม (Molar Teeth) เป็นฟันที่ใหญ่ที่สุดในปาก มีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังทำงานร่วมกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย
3. ฟันสำคัญมากกว่าบดเคี้ยว
ช่วยในการพูดให้ออกเสียงชัดเจนขึ้น ช่วยรักษาโครงสร้างใบหน้า ให้มีความกว้าง ความยาว และความอิ่มของริมฝีปากให้สมดุลกัน
เป็นส่วนประกอบของบุคลิกภาพ เพราะฟันเป็นส่วนหนึ่งที่มองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พูดคุยกัน
4. เกิดอะไรเมื่อเป็นโรคในปาก
“เมื่อเป็นโรคในช่องปากจะทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากการเคี้ยวอาหาร จะทำให้เราทานได้น้อย ร่างกายจึงซูบซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง นอกจากนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ไปพบทันตแพทย์ เชื้อโรคในช่องปากจะยิ่งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น โพรงจมูก ทำให้เกิดไซนักอักเสบ ทอลซินอักเสบได้”
5. ฟันผุดูอย่างไร
ฟันผุ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตคอคไค (Streptococci) ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ในปากของเรา ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะอยู่ตามชั้นเคลือบฟัน ซึ่งผลพวงจากการย่อยสลาย จะก่อให้เกิดกรดบางชนิด โดยเฉพาะกรดแลกติก ไปทำลายโครงสร้างของฟัน ทำให้เกิดการผุกร่อน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยว่าฟันผุ เรามีวิธีสังเกตดังนี้ใน ขั้นต้น จะสังเกตเห็นฟันเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีของนม ผิวฟันมีลักษณะด้าน ไม่มันเหมือนฟันปกติ ต่อมาจะเห็นได้ชัดว่าผิวฟันซี่นั้นมีลักษณะขรุขระไม่เรียบ และมีอาการเสียวฟันบ่อยๆ ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ลุกลามไปจนถึงโพรงประสาทฟันซึ่งเป็นที่อยู่ ของเส้นประสาทรับความรู้สึก อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เคี้ยวอาหารไม่ได้ และก่อให้เกิดฝีในเหงือกได้ค่ะ
6. เลือดออกตามไรฟัน สัญญาณเหงือกอักเสบ
เวลามีเลือดออกตามไรฟัน เรามักจะคิดกันว่าร่างกายขาดวิตามินซี จริงๆ แล้วสำหรับคนที่รับประทานผัก และผลไม้เป็นประจำตลอดทั้งปี โอกาสขาดวิตามินซีถึงขนาดเลือดออกตามไรฟันมีน้อยมาก และสำหรับผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ แต่มีอาการเลือดออกตามไรฟันบ่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย กล่าวไว้ว่า เป็นอาการของคนที่ป่วยเป็นเหงือกอักเสบค่ะ ยิ่งหากใครที่แปรงฟัน (อย่างถูกต้อง) แล้วมีเลือดติดที่ขนแปรงเป็นประจำ ร่วมกับเวลาบ้วนปากด้วยน้ำปกติแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย ให้รู้ในทันทีว่าอาการเหงือกอักเสบมาเยือนคุณแล้ว
7. เศษอาหาร ตัวการโรคเหงือกอักเสบ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยใส่ใจในสุขภาพฟันของตัวเองเท่าไรนัก ปล่อยให้เศษอาหารที่รับประทานเข้าไปตกค้างอยู่ตามซอกเหงือก ร่องฟัน ขอบเหงือก พึงรู้ไว้เลยค่ะว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบมากทีเดียว เพราะเศษอาหาร เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้จุลินทรีย์ในช่องปากแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดหินปูน และการติดเชื้อของเนื้อเยื่อรอบๆ ตัวฟัน นอกจากนี้หินปูนที่เกาะอยู่บนฟันเป็นเวลานาน จะเปลี่ยนสภาพจากแข็งเป็นนิ่ม จับตัวกันเป็นแผ่นหนาขยายไปตามรากฟัน จนไปบาดเหงือก ทำให้เหงือกระคายเคือง อักเสบบวมแดง เหงือกร่น เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด และหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้ฟันโยก เคี้ยวอาหารไม่ได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นฝีที่เหงือกได้
8. รำมะนาด อันตรายที่คุณคาดไม่ถึง
ถ้าจะถามว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่สูญเสียฟันด้วยโรคอะไรมากที่สุด คำตอบที่ได้ ไม่ใช่โรคฟันผุแต่อย่างใดค่ะ ทว่าคือโรครำมะนาด เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันหน่อยดีกว่าโรครำมะนาด หรือ โรคปริทันต์อักเสบ เกิดจากเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน คือ เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกเบ้ารากฟันซึ่งทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้ตรึงแน่นอยู่กับขากรรไกรมี อาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดงที่เหงือก มีกลิ่นปากเนื่องจากการบูดเน่าของเนื้อเยื่อที่ใต้ซอกฟัน ทำให้เกิดอาการปวด เหงือกอักเสบ ฟันโยกคลอน หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจลุกลามจนเป็นหนองได้ ทั้งนี้โรครำมะนาดจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆให้ทราบล่วงหน้า จนกว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายซึ่งรักษาไม่ได้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงจำต้องปล่อยให้ฟันหลุดไปอย่างน่าเสียดาย
9. หินปูนคืออะไร
หินปูน หรือหินน้ำลาย เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก กระทั่งกลายเป็นคราบจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็น ต่อมาเมื่อมีแคลเซียมในน้ำลายเข้าไปทำปฏิกิริยา จะตกตะกอนสะสมอยู่บนฟัน หากไม่ได้แปรงฟันหรือทำความสะอาดไม่ดีพอ แผ่นจุลินทรีย์นั้นก็จะสะสมยึดติดที่คอฟันจนแน่น ไม่สามารถกำจัดออกได้ กลายเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำ ทำให้กลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด
10. ทำไมต้องผ่าฟันคุด
ฟันคุด คือ ฟันที่ขึ้นในช่องปากเป็นซี่สุดท้ายของแถวฟันด้านในสุด ในช่วงอายุราว 25 ปี การงอกของฟันคุด มักสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก เพราะมักจะเกิดอาการอักเสบบวมแดงของเหงือกรอบฟันคุด และปวดร้าวไปทั่วทั้งกราม
นอกจากนี้ ฟันคุดยังมีโอกาสผุได้ง่ายกว่าฟันซี่อื่นๆ เนื่องจากอยู่ด้านในสุดทำความ สะอาดยาก และหากปล่อยให้มีการอักเสบรุนแรง จนเกิดการติดเชื้อกระจายไปถึงเนื้อเยื่อภายในกระพุ่งแก้ม อาจทำให้เกิดอาการขากรรไกรบวมได้ ด้วยเหตุนี้ใครที่มีฟันคุด ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ผ่าออกค่ะ

11. ฟลูออไรด์มากไปใช่ว่าดี
แม้ฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุ แต่หากได้รับมากเกินไปก็เกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันคือ ทำให้ฟันตกกระ ในขณะที่หน่อฟันกำลังเจริญเติบโต (แรกเกิดถึง 12 ปี )หากร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสูงกว่าสองส่วนในล้านส่วนขึ้นไป จะทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่สีขาวขุ่น น้ำตาล ไปจนถึงน้ำตาลเข้ม (ด้วยเหตุนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปีจึงไม่ควรกินหรือกลืนยาสีฟัน) ทำให้เกิดภาวะผิดปกติเฉียบพลันในร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายได้รับฟลูออไรด์ขนาด250 มิลลิกรัมขึ้นไปโดยทันที ฟลูออไรด์จะเข้าไปสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อยุกระเพาะอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียน ท้องเดินชักเกร็ง และอาจหมดสติถึงตายได้ (มักเกิดกับเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์)
12. ข้อเสียของฟันปลอม
การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ฟันซี่ที่ผุอยู่แล้ว ลุกลามมากขึ้น อาจลุกลามทะลุถึงโพรงประสาทฟัน นอกจากนี้ฟันปลอมยังทำให้เกิดปัญหาเจ็บเหงือก เคี้ยวอาหารไม่ถนัด เป็นเหตุให้ระบบทางเดินอาหารต้องรับภาระในการย่อยอาหารหนักขึ้น จนอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้ตามมาได้
13. วิธีลดอาการปวดฟัน
อาการปวดฟัน (Toothache) ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากฟันผุ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากหายทรมานจากอาการปวดฟัน เรามีข้อแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้คะ
ในกรณีที่อาการปวดฟันมี ลักษณะปวดตุบๆ ให้ใช้น้ำแข็งประคบที่ด้านข้างของใบหน้าประมาณ 5 – 10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้
เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ปวดฟัน และควรงดอาหารแข็งประเภทต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดแรงๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟันมากขึ้น
ในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ปวดฟันมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกง่ายขึ้นอีกด้วย
14. ขูดหินปูน เมื่อไหร่ถึงจะดี
ควรไปขูดหินปูนอย่างน้อยปีละสองครั้งครับ ทั้งนี้บางคนหินปูนขึ้นช้า บางคนขึ้นเร็ว 6 เดือนเป็นระยะเวลาเฉลี่ย แต่ทั้งนี้ต้องไปพบทันตแพทย์เช็คสภาพฟันโดยละเอียดอย่างน้อยปีละครั้ง
15. ทำไมต้องแปรงลิ้น
ลิ้นของเรามีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ มีหน้าที่รับรสอาหารต่างๆ ลิ้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์บางชนิดเป็นอย่างมาก มันจึงอาศัยอยู่และคอยแบ่งอาหารบนลิ้นไปด้วย หากเราแปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น เชื้อโรคที่เกาะแน่นอยู่ที่ลิ้นก็จะไม่ถูกกำจัดออกไป ปล่อยไว้อาจทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้
การแปรงลิ้นนอกจากจะช่วยให้ประสาทการรับรสของเราดีขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหากลิ่นปากได้ด้วย ทั้งนี้การแปรงลิ้นควรเริ่มแปรงจากส่วนในของลิ้น ออกมาทางปลายลิ้นสัก 2-3 ครั้ง โดยให้แปรงอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ก็จะทำให้ลิ้นมีสุขภาพดีขึ้นค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือชีวจิต

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

“จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้”


“จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้” คำพูดอันเป็นอมตะของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยและยังคงฮอตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเรารู้ดีว่า จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ เป็นจุดเริ่มของการสร้างผลงานอันน่าทึ่งในทุกวงการนั่นเอง แล้วความคิดสร้างสรรค์จะมีอยู่ในตัวเจ้าหนูบ้างหรือไม่ ก็ต้องลองเช็กกันดูแล้วค่ะ
ข้อควรรู้ก่อนทดสอบ แบบทดสอบที่จัดทำขึ้นนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ประเมินความคิดสร้างสรรค์ของลูกอย่างคร่าว ๆ จุดประสงค์แท้จริงของการทำแบบทดสอบ คือ การสนับสนุน ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นความสำคัญของการดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อจะเก็บไว้เป็นข้อมูลประกอบการส่งเสริมลูกต่อไป
15 คำถามกับวิธีทำแบบทดสอบ
อ่านคำถามในตารางทดสอบตั้งแต่ข้อที่ 1-15 เหล่านี้ให้เข้าใจ แล้วเลือกทำเครื่องหมายในช่องคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด จากนั้นรวมคะแนนทั้งหมดที่ทำได้ แล้วดูคำเฉลยในช่วงท้าย
คำถามที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่และลูกน้อย
1. ลูกชอบเล่นสมมติว่าเป็นนางฟ้า เทวดา ตำรวจ คุณครู กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ หรือชวนพ่อแม่เล่น
2. พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจ จับต้องสัมผัสสิ่งต่าง ๆ อิสระ โดยมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ
3. ปล่อยให้ลูกเล่นโดยอิสระ เลือกของเล่นเอง สร้างวิธีการเล่นใหม่ๆ ตามที่ลูกต้องการ
4.พ่อแม่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” กับลูก โดยไม่ห้ามลูก ไม่ดุว่าลูกไม่ให้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ
5.หาของเล่นที่ฝึกความคิดสร้างสรรค์ให้ลูก เช่น บล็อกไม้ แป้งโดว์ กระดาษดินสอ โทรศัพท์เก่า ๆ
6.ควบคุมเวลาดูทีวีของลูก เปิดโอกาสให้ลูกได้วาดรูประบายสี หรือการเล่นที่ใช้ความคิดแทน
7.ลูกชอบเป็นฝ่ายเลือก แสดงความดีใจพ่อแม่เปิดโอกาสให้เลือกเสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ ฯลฯ
8.ลูกชอบเล่านิทานเรื่องใหม่ที่คิดขึ้นมาเอง หรือชอบเล่นเกมผลิตกันเล่านิทานต่อเรื่องไปเรื่อย ๆ
9.ลูกชอบวาดรูป งานประดิษฐ์ที่ต้องใช้ความคิด เช่น ทำการ์ด หุ่นมือ หุ่นนิ้ว ทำหน้ากาก ฯลฯ
10.เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็น หาเหตุผลมาพูดคุยโต้ตอบในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
11.ลูกชอบดูหนังสือภาพ หนังสือนิทาน ชอบให้แม่เล่าให้ฟัง หรือเป็นฝ่ายเล่านิทานให้แม่ฟัง
12.หาหนังสือที่สอดคล้องกับความสนใจของลูก เช่น หาหนังสือเกี่ยวกับนกถ้าลูกชอบดูนก
13.แม้ลูกจะชอบเล่นของเล่นซ้ำ ๆ กัน แต่ลูกชอบพลิกเพลงวิธีการเล่นไปตามจินตนาการไปเรื่อย ๆ
14.ลูกชอบสร้าง ชอบประดิษฐ์ โดยเฉพาะเล่นต่อบล็อก เล่นดินเล่นทราย และปั้นเป็นสิ่งต่าง ๆ
15.ลูกชอบคิดทำเต้นตามเสียงเพลง ชอบเล่นเก้าอี้ดนตรี ชอบแสดงละครตามที่เคยได้ยินได้ฟัง
ผลทดสอบ
ความคิดสร้างสรรค์เช็กกันได้
รวมคะแนนที่ทำได้ แล้วดูผลลัพธ์ของคะแนน โดยรวมทั้งหมดว่า สัดส่วนของคะแนนที่คุณพ่อคุณแม่ทำกลุ่มไหนมากกว่ากัน
ถ้าตอบ ใช่ มากกว่า ไม่ใช่
ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับเจ้าหนูนักสร้างสรรค์ค่ะ
ลูกคุณเป็นเด็กที่มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ในระดับที่ดีมากอย่างน่าปลื้มใจ เป็นเด็กที่ร่าเริง มีพลังของความอยากรู้อยากเห็นชอบแสดงออกถึงความคิดที่เป็นอิสระ ชอบจินตนาการไปได้กว้างไกล เช่น สมมติว่านกว่ายน้ำได้ แล้วปลาจะเป็นอย่างไรน้า หรืออื่น ๆ ชอบสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่พ่อแม่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น รู้จักนำสิ่งต่าง ๆ มาประดิษฐ์ผลงานแปลกใหม่ รู้จักพลิกแพลงการเล่น เช่น นำไม้กวาดมาเป็นจรวด การก่อทรายเป็นรูปต่าง ๆ หรือนำกล่องมาเล่นสร้างเป็นโรงงาน หรืออื่น ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด มีความคิดเป็นอิสระ ไม่ชอบทำตามใคร สิ่งสำคัญ ที่เป็นแรงพลังให้ลูกเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศก็คือ คุณนั่นเองค่ะ ที่เป็นผู้ที่เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้เล่นแผลง ๆ ได้แสดงความคิดโดยอิสระ และหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” กับลูก เพราะคำว่า “ไม่” เป็นอุปสรรคตัวร้ายของการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็กทุกคนค่ะ
ถ้าตอบ ใช่ เท่ากับหรือเกือบเท่ากับ ไม่ใช่
ขอแสดงความยินดีที่ลูกคุณมีความคิดสร้างสรรค์อยู่พอสมควรค่ะ
ลูกคุณเป็นเด็กที่มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ อยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้วค่ะ เป็นเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น อยากสำรวจหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ให้สมองเรียนรู้ เกิดความคิดและจินตนาการไปกว้างไกล แต่อาจจะติดตรงที่ว่าลูกอาจไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูดให้พ่อแม่ฟัง หรือไม่ได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ให้สร้างสรรค์ผลงานต่อไป เช่น เวลาวาดรูปแปลกใหม่ๆ แล้วพ่อแม่อาจเฉย ๆ ไม่ชื่นชม ไม่แสดงว่าสนใจ หรือบางครั้งอาจพูดในสิ่งที่ลูกฟังแล้วท้อถอยไปโดยไม่ตั้งใจ เช่น “นี่รูปต้นไม้เหรอ ไม่เห็นเหมือนเลย คราวหลังไม่ต้องเอามาให้ดูนะ” หรือไม่ให้กำลังใจ เช่น “อย่าทำเลยลูก ไม่สำเร็จหรอก” เพราะจะทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่นในความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง เพราะอาจถูกห้ามไม่ให้ทำสิ่งต่าง ๆ เพราะอาจจะกลัวว่าบ้านเลอะเทอะกลัวว่าลูกจะสกปรก หรืออื่น ๆ ดังนั้น ต้องหันมาเพิ่มความใส่ใจลูกขึ้นอีกนิด ให้กำลังใจลูกอีกสักหน่อย คอยเป็นพลังให้ให้รู้ว่าคุณพร้อมจะสนับสนุน เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น กระตุ้นให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นโดยอิสระให้มากขึ้นกว่าเดิมนะคะ
ถ้าตอบ ไม่ใช่ มากกว่า ใช่
ขอแสดงความเป็นห่วง ที่ลูกคุณเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าที่ควรค่ะ
ลูกคุณเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการน้อยจนน่าเป็นห่วงค่ะ ขาดพลังความคิดสร้างสรรค์ วามอยากรู้อยากเห็น ไม่กล้าแสดงความคิด ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวไปสารพัด กลัวทำผิด กลัวทำพลาด อาจถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดถูกตั้งความคาดหวังมาก เช่น “อย่าทำพลาดนะ เดี๋ยวโดนตีนะ” และอาจถูกชี้แนะ และให้กำลังใจอย่างมาก ดังนั้น รีบหันกลับมาดูแลและให้กำลังใจลูกโดยด่วนค่ะ มิฉะนั้นลูกจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าไปเสียทุกเรื่อง ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ชอบทำตามผู้อื่น ทำให้ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดได้ง่าย ดังนั้น ปล่อยให้ลูกได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ บ้าง ข้าวของอาจไม่เรียบร้อยถ้าลูกอยากรื้อมาดูส่วนประกอบ หรือนำของเล่นสร้างสรรค์มาให้ลูกเล่น เช่น ข้าวของที่ไม่ใช้ในครัว แป้งโดว์ บล็อกไม้กระตุ้นให้ลูกเล่นปั้น ต่อเติม ทำเป็นสิ่งใดก็ได้ตามที่ลูกคิดฝัน ให้กำลังใจลูก เช่น “ไม่เป็นไร ครั้งนี้ลูกทำไม่ได้ ครั้งหน้าลองกันใหม่ แม่เชื่อว่าลูกจะทำได้จ้ะ” รวมทั้งให้คำชื่นชมถ้าลูกทำสำเร็จ แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะคะ

ขอบคุณที่มาจาก
http://www.motherandcare.in.th/index.php

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

เตรียมตัวเด็กให้พร้อม เพื่อเลิกใช้ขวดนมหลังอายุ 1 ปี

เตรียมตัวเด็กให้พร้อม เพื่อเลิกใช้ขวดนมหลังอายุ 1 ปี

  • ทำอย่างไรจะเตรียมตัวลูก ให้พร้อม เพื่อเลิกใช้ขวดนมหลังอายุ 1 ปี  โดยไม่ทำให้ลูกหงุดหงิด

ตอบ ต้องฝึกเด็กในช่วงอายุขวบปีแรกอย่างเป็นขั้นตอน ให้เหมาะกับพัฒนาการ ทำให้เมื่อถึงเวลาจะเลิกขวดนมได้ง่าย
อายุ 6   เดือน คอตั้งได้มั่นคง ปฏิกิริยาดันลิ้นออกจะค่อยๆ หายไป สามารถเริ่มฝึกให้เด็ก ดื่มน้ำ ดื่มนม จากแก้ว ได้ทีละน้อย

อายุ 8 เดือน นั่งได้เองโดยไม่ต้องพยุง รู้จักเคี้ยว สามารถถือของมือเดียวและถ่ายโอนไปยัง
อีกมือได้ จึงควรเริ่มฝึกให้เด็กถือแก้วใบเล็ก เพื่อให้เด็กทำความคุ้นเคย เปรียบเสมือนของเล่นชิ้นหนึ่งของเด็กอายุ 10 เดือน เข้าใจ คำสั่ง ชอบเลียนแบบพ่อแม่ พ่อแม่จึงควรดื่มน้ำจากแก้วให้เด็กดูเป็นตัวอย่างอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรให้เด็กดูดน้ำจากขวดนมอายุ 1 ปี ถือแก้วได้ดีขึ้น เริ่มเดินได้ สนใจสำรวจสิ่งแวดล้อม ทำให้ความสนใจในการดูดนมลดลง ชอบคำชม ต้องการทำให้พ่อแม่พึงพอใจ จึงควรเริ่ม ฝึกเลิกขวดนมควบคู่กับการให้แรงเสริมทางบวก คือ การชมอายุ  1 ปี ครึ่ง ห่วงเล่นมากกว่ากิน พัฒนาการกล้ามเนื้อดีขึ้น จึงควรหมั่นฝึกเด็ก จนเคยชิน เพื่อลดการต่อต้าน เด็กจะใช้แก้วได้เก่งขึ้น ที่สำคัญ ควรฝึก ให้เด็กมีพฤติกรรม กินอาหารที่เหมาะสม ควบคู่ไปด้วย เช่น อายุ 9 – 10 เดือน เด็กใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบจับอาหารได้ ควรส่งเสริมให้หยิบอาหารเข้าปากเอง และค่อยๆ ฝึกใช้ช้อน ซึ่งภายในอายุ 1 ปีครึ่ง – 2 ปี เด็กมักจะใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้ดี เด็กจะเริ่มสนใจอาหารทั่วไปมากขึ้น เมื่อเลิกดูดนมจากขวด เด็กจึงไม่หงุดหงิด

  • จะป้องกันไม่ให้ติดขวดนม ได้อย่างไร

ตอบ เตรียมการ จัดการนอน  การกิน  ให้ดีตั้งแต่เล็ก  จะป้องกันการติดขวดนมได้โดยมีแนวทางดังนี้

  • ฝึกลูกให้เข้านอนเป็นเวลาและหลับได้ด้วยตัวเอง   โดยวางบนที่นอนขณะยังตื่น หรือเมื่อเริ่มง่วง ไม่พาหลับโดย กกกอด หรือให้ดูดนมจนหลับ   เพราะจะชิน  ตื่นกลางดึกไม่มีใครพาหลับก็มักจะร้อง  ลงท้ายต้องดูดขวดนม ทั้งที่อาจไม่หิว
  • เมื่อหลับแล้ว ลูกขยับตัวนิดหน่อย ให้รอสักพัก  หรือสัมผัสเบาๆ เช่น ตบก้น  เด็กมักหลับต่อได้เอง
  • สร้างบรรยากาศกลางคืนให้เหมาะสม ไม่เปิดไฟสว่าง ไม่เปิดทีวีนอนหรืออุ้มเล่นกลางดึก
  • อาจหาตุ๊กตา หรือของที่ลูกชอบพาเข้านอนด้วย เมื่อลูกอายุ 4-5 เดือน เป็นสิ่งปลอบใจและเป็นเพื่อนลูกแทนขวดนม
  • ฝึกลด/เลิกนมมื้อดึก (หมายถึงเวลาประมาณ 24.00-04.00 น.)  ตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน  เพราะเด็กเริ่มนอนหลับยาวได้ 6-8 ชั่วโมง โดยไม่หิว โดยมีกระบวนการ ดังนี้
  • ให้นมมื้อกลางวันแต่ละมื้อให้อิ่ม  นมมื้อดึกกินพอหายหิว ค่อยๆลดจนเลิกได้ ไม่บังคับหรือคะยั้นคะยอให้กินทั้งที่ไม่หิว
  • ฝึกกินนมให้อิ่ม ก่อนนอน  หลังทำความสะอาดฟันแล้ว ไม่ควรให้ดูดนมอีก ไม่ปลุกเด็กกินนมมื้อดึก
  • ฝึกจิบน้ำทุกชนิด-นมจากแก้ว หรือช้อน สลับกับการดูดจากขวด เมื่ออายุ 4-6  เดือน เพื่อให้เริ่มคุ้นเคย
  • ฝึกลูกใช้ขวดนมเมื่อเวลาหิว ไม่ใช้เป็นของเล่นเดินถือไปมา
  • สร้างบรรยากาศ  ”กินอาหาร”  อย่างมีความสุข แม้เลิกใช้ขวดนม ก็กินอาหารอื่นได้ อย่างสุขใจ
  • นมมื้อดึกเด็กๆ เลิกกันได้เมื่อไร

ตอบ โดยธรรมชาติเด็กวัย 2-3 เดือนแรก จะตื่นบ่อย กินบ่อย เพราะเด็กยังมีการปรับตัว วงจรการนอนยังไม่แน่นอน ความจุของกระเพาะอาหารยังเล็กจึงหิวบ่อย เมื่อโตขึ้น วงจรการนอนจะเหมือนผู้ใหญ่ เริ่มนอนได้นานขึ้น กระเพาะอาหารก็โตขึ้น เด็ก 6 เดือน นอนกลางคืนได้นาน
6-8 ชั่วโมง โดยไม่หิว โดยทั่วไปทารกที่กินนมผสม มักนอนกลางคืนนาน 4-6 ชั่วโมง โดยไม่ตื่นมากินนมมื้อดึกเมื่ออายุ 4 เดือน ในขณะที่ทารกที่กินนมแม่มักเลิกได้เมื่ออายุประมาณ 5 เดือน
หากได้รับการฝึกฝนที่เหมาะสม เด็กน่าจะเลิกนมมื้อดึกได้เมื่ออายุประมาณ
6 เดือน รายงานจากต่างประเทศพบว่า ร้อยละ 83 ของเด็กอายุ 6 เดือน สามารถปฏิบัติได้แล้ว สำหรับเมืองไทย จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติฯ ระหว่าง พ.ศ. 2546-2549 พบว่ามีเพียงร้อยละ 15 ที่ปฏิบัติได้ เด็กอายุ 1-2 ปียังตื่นขึ้นมากินนมมื้อดึก (24.00 – 04.00 น.) ประมาณร้อยละ 70 เด็กอายุ 2-3 ปีประมาณร้อยละ 45 และอายุ 3-4 ปีร้อยละ 21 ซึ่งอาจเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้มากนัก   มักรีบให้นมตั้งแต่เด็กเริ่มบิดตัว หรือเริ่มร้อง ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะหิว ในที่สุดทำให้เด็กชินกับการได้รับนมมื้อดึกจนติดทั้งนมและขวด

  • ทำไมควรเลิกนมมื้อดึกให้ได้ ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน

ตอบ ที่ควรเลิกให้ได้ที่อายุประมาณ 6 เดือน เนื่องจาก วัยนี้พัฒนาการทางการนอนเด็กจะนอนได้นานขึ้น  6-8 ชั่วโมง โดยไม่หิว การเลิกนมมื้อดึกได้  เป็นบันไดขั้นต้นที่จะช่วยให้เด็กเลิกขวดนมได้ง่ายขึ้นเมื่ออายุหลัง 1 ปี  สิ่งสำคัญคือ การที่ปล่อยให้เด็กนอนหลับอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญ เติบโตหลั่งได้ดี นอกจากนี้ สารเคมีที่ช่วยการพัฒนาสมองจะทำงานได้ดี เกิดผลดีต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็ก

 

  • อยากให้ลูกลดการกินนมกลางคืนลงไป จะทำไงดี

ตอบ ถ้าลูกอายุเกิน 6 เดือนไปแล้วและมีสุขภาพดี มีน้ำหนักเพิ่มตามเกณฑ์ก็สามารถงดการให้นมตอนกลางคืนได้อย่างปลอดภัย หากกินนมแม่ก็จำกัดนมตอนกลางคืนเหลือแค่ 5 นาทีตอน
2 คืนแรก แล้วลดเหลือ 3 นาทีใน  2 คืนต่อมา หลังจากนั้นก็ให้แต่น้ำอย่างเดียว ถ้ากินนมผงให้ลดความถี่หรือปริมาณมื้อดึก 1 ขวด ทุก 2-4 วัน จนหยุดนมได้ หากลูกร้องอาจให้น้ำแทนนมจนในที่สุดเด็กเคยชิน ไม่ติดนิสัยตื่นมาดูดนมมื้อดึกอีก

  • วิธีแก้ไขปัญหาลูกตื่นกลางคืน

ตอบ 1. ลดเวลานอนกลางวันของลูกให้น้อยลง และเพิ่มกิจกรรมเล่นสนุกกับลูกตอนกลางวันให้
มากขึ้น

  • ผ้าอ้อม เสื้อผ้า เครื่องนอนของลูกต้องสะอาด ใส่สบาย และตรวจสอบที่นอนไม่ให้มีมดแมลงที่จะรบกวนการนอนของลูก
  • ช่วงกลางคืนก่อนเข้านอนไม่ควรชวนลูกเล่นจนตื่นเต้น มากนัก ควรหากิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านนิทานให้ลูกฟัง หรือนวดเบาๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายให้ลูกก่อนนอน
  • กำหนดเวลาเข้านอนที่แน่ชัดให้ลูก เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้านอน ให้บอกลูก เพื่อให้ลูกได้เตรียมตัว แม้ว่าช่วงเล็กๆ ลูกจะไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าเราปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกวัน ลูกจะรับรู้ได้เองว่าถึงเวลาเข้านอน
  • จัดบรรยากาศของห้องนอนให้สงบ เวลาที่ให้ลูกเข้านอนไม่ควรเปิดไฟสว่างเกินไป เพื่อสอนให้ลูกรู้ว่ากลางคืนมืดแล้ว เราต้องนอน
  • ไม่ควรให้ลูกดูดนมทุกครั้งที่ลูกตื่น เพราะจะทำให้ลูกเคยชินกับการตื่นแล้วต้องดูดนม บางครั้งลูกไม่ได้ตื่นเพราะความหิว เมื่อลูกร้องควรรอซักพัก เขาอาจหลับต่อได้เอง หากลูกยังไม่หลับควรหาสาเหตุว่าลูกร้องไห้เพราะอะไร เด็กอาจตื่นเพราะฝันร้ายหรือปัสสาวะอุจจาระเปียกชื้น
  • ควรให้ลูกหลับด้วยตัวเอง ไม่ควรอุ้มกล่อม หรือ ดูดนมจนหลับ เพราะจะทำให้ลูกเคยชิน ถ้าจะอุ้มกล่อมควรวางลูกลงบนที่นอนก่อนที่ลูกจะหลับ
  • ฝึกลูกให้นอนหลับฝันดี เพื่อป้องกันการตื่นบ่อยได้อย่างไร

ตอบ เริ่มจาก ฝึกพาลูกเข้านอนเป็นเวลา ต้องค่อยๆ ฝึกตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน ควรพาทารกเข้านอน วางบนที่นอน ก่อนที่จะหลับ หรือเมื่อทารกเริ่มง่วง ควรวางทารกให้หลับเอง ไม่กก กอดจนหลับคาอกแม่ จนอายุ 4-6 เดือน อาจหาของเล่น หรือตุ๊กตาสัตว์นุ่มๆ ให้เด็กพาเข้านอน จนเด็กคุ้นเคย หากตื่นกลางดึกโดยไม่หิว เมื่อเห็นตุ๊กตาอยู่ใกล้ อาจหลับต่อเองได้โดยไม่เรียกหานม

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

น้องปัน ปัน 7 เดือน

This slideshow requires JavaScript.

สวัสดีครับ น้องปัน ปัน เจ็ดเดือนแล้วครับ

สาร อาหารอะไรบ้างที่ลูกต้องการ

สารอาหารหลักที่ลูก ต้องการคือ พลังงานและโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจะช่วยให้เจริญเติบโตและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ

อาหาร โปรตีนได้จากอะไร?

จากเนื้อสัตว์ ต่างๆ ไข่ นม ปลา และถั่วเมล็ดแห้ง

ธาตุเหล็ก คืออะไร?

ธาตุเหล็กเป็นธาตุ สำคัญที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง

ทารกแรกเกิดจนถึง 4 เดือนที่ได้รับนมแม่หรือนมผสม จะได้รับธาตุเหล็กเพียงพอ

แต่เมื่ออายุเกิน 4-6 เดือนไปแล้ว ความต้องการธาตุเหล็กจะมีมากขึ้น ทำให้ต้องได้รับธาตุเหล็กจากอาหาร

การเพิ่มธาตุเหล็ก ทำได้โดยการเสริมไข่แดงสุกหรือตับบดสุกเมื่อลูกอายุ 4 เดือน เนื้อปลา เมื่ออายุ 5 เดือน และเนื้อสัตว์บดเมื่ออายุ 7 เดือน

วิตามินเอ

มีความสำคัญมาก ในการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยปรับสภาพการมองเห็นในที่มืด แหล่งของวิตามินเอมีมากมาย ได้แก่ ตับสัตว์ต่างๆ ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง แครอท หรือผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น

แคลเซียม

เป็นส่วนประกอบ ของเซลล์กระดูก ซึ่งเป็นโครงสร้างของร่างกาย โดยทั่วไปทารกที่ได้รับนมแม่หรือนมผสมเพียงพอตามวัยก็จะได้รับแคลเซียมและ ฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสมด้วยอยู่แล้ว

แต่แม่อาจเพิ่ม อาหารเสริมที่เป็นแหล่งของแคลเซียมสูง เช่น ปลาป่น เต้าหู้ขาว ลงในอาหารของลูกได้

ไอโอดีน

เป็นธาตุที่ สำคัญช่วยให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานอย่างเป็นปกติ การขาดไอโอดีนจะทำให้ลูกเรียนรู้ได้ช้า มีสติปัญญาด้อยกว่าปกติ การใช้เกลือไอโอดีนในอาหารจะช่วยให้ลูกได้รับไอโอดีนได้ ถึงแม้อาหารทะเลจะมีไอโอดีนเพียงพอ แต่ยังไม่แนะนำให้นำมาเตรียมเป็นอาหารให้ลูก เนื่องจากอาจเกิดการแพ้ได้

นอกจากนี้ วิตามิน บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 โฟเลต ธาตุโซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี และฟอสฟอรัส ก็มีผลต่อการเติบโตของลูกด้วย ซึ่งถ้าคุณแม่จัดเตรียมอาหารที่มีทั้งประเภทแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน ผัก และผลไม้ ในแต่ละวันให้ลูก ก็สามารถแน่ใจว่าลูกจะได้สารอาหารครบถ้วนแน่นอน

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น